1.    

     น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า

 
 

WORLD WATER FACT


เรื่องจริงของน้ำในโลกใบนี้



โลกของเราปกคลุมด้วยน้ำถึง 75% เราจึงมักมีความเชื่อโดยปริยายว่า โลกมีน้ำให้เราอุปโภคบริโภคอย่างเหลือเฟือ แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย เพราะ 97.5%ของปริมาณน้ำทั้งหมดในโลก เป็นน้ำเค็ม ซึ่งอุปโภคบริโภคไม่ได้ มีเพียง 2.5% เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด


น้ำจืดเพียง 2.5%  ที่ว่านี้ก็เป็นน้ำแข็งในบริเวณขั้วโลกใต้ และบริเวณเกาะกรีนแลนด์  ซึ่งอยู่ทางขั้วโลกเหนือเสีย 1.75%  ดังนั้นน้ำจืดที่มีสภาวะเป็นน้ำปกติและมีอยู่บนพื้นผิวโลก เช่น ในทะเลสาบ แม่น้ำ ลำคลอง ห้วย ลำธาร และน้ำที่มีอยู่ใต้ดิน เช่น น้ำบาดาลและธารน้ำใต้ดินจึงมีอยู่เพียง 0.75%  และธารน้ำเหล่านี้แทบจะทั้งหมดอยู่ในแหล่งที่มนุษย์ไม่สามารถจะเข้าถึงได้เลย



  น้ำบาดาล

    ธารน้ำใต้ดิน    

        0.75%


  น้ำแข็งขั้วโลกใต้    

    เกาะกรีนแลนด์

    และ

    ขั้วโลกเหนือ

    1.75%

                                     
  น้ำเค็ม 97.5%     




แหล่งน้ำจืด 0.75% นี้ มนุษย์เข้าถึงได้เพียง 0.007%

แต่สามารถนำมาผ่านกรรมวิธีที่ทำให้ดื่มได้อย่างคุ้มทุนเพียง 0.005%

  

ในโลกนี้ น้ำที่เรานำมาดื่มได้โดยไม่ต้องผ่านกรรมวิธีใดๆเพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำ เช่น

น้ำแร่ธรรมชาติ

ท่ี่ได้มาตรฐานน้ำแร่โลก (CODEX STANDARD by World Health Organization)

จึงมีเพียง 0.002%

-- เท่านั้น



องค์การอนามัยโลกได้คำนวณว่าน้ำแร่ธรรมชาติ 0.002% ที่ว่านี้ หากนำมาเลี้ยงประชากรโลก เราแต่ละคนจะมีส่วนแบ่งเพียงคนละ1ช้อนชา และเราก็ต้องคอยให้ปริมาณน้ำฝนและหิมะที่ละลาย กลับมาเติมเต็มแหล่งน้ำจืดตามธรรมชาติเหล่านั้น เพื่อที่จะได้รับส่วนแบ่งพร้อมกันหมดอีกคนละ 1 ช้อนชา ในปีต่อไป


เป็นที่น่าเหลือเชื่อว่า คนจำนวนมากไม่แยแสกับคุณภาพของน้ำจากต้นกำเนิด พร้อมกับไม่แยแสกับความสะอาด ความบริสุทธิ์ และคุณค่าที่แท้จริงของน้ำดื่มเช่นเดียวกับที่เคร่งครัดกับคุณภาพของเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และอาหารอื่นๆที่บริโภคน้อยกว่าน้ำ ถึงอาหารเหล่านั้นจะมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพที่ดีและโรคภัยไข้เจ็บ แต่ก็ยังน้อยกว่าน้ำ-อย่างมหาศาล


เมื่อน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดื่มกินมากกว่าอาหารอื่นๆ  คนจำนวนมากมักคิดว่า ควรดื่มน้ำที่ราคาถูกที่สุดและหายง่ายที่สุด


เราจึงไม่แปลกใจเมื่อองค์การอนามัยโลกพบว่า น้ำดื่ม คือสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บและการตายถึงปีละ 5 ล้านคน


ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่คุณจะเลือกน้ำดื่ม - ที่ดีสำหรับสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่เหลืออยู่ ก่อนที่จะไม่มีน้ำที่ดีพอ เหลืออยู่ในโลกใบนี้อีก - แม้แต่เพียงหยดเดียว ?



WHAT”S IN YOUR WATER BOTTLE ?


อะไรอยู่ในน้ำขวดที่คุณดื่มทุกวัน?



แหล่งกำเนิดของน้ำขวด ที่ผู้ผลิตนำมาใช้ มาจาก :

  1. น้ำฝนที่ตกลงไปสู่แม่น้ำ ลำคลอง ลำธาร

  2. น้ำประปา (มาจากน้ำฝน น้ำผิวดิน แม่น้ำ ลำคลอง)

  3. น้ำบาดาล (น้ำฝน-น้ำผิวดินที่ไหลลงไปรวมกันในแหล่งน้ำใต้ดิน)



น้ำฝน

ในปัจจุบันน้ำฝนไม่สะอาดบริสุทธิ์เช่นในอดีต เนื่องจากปนเปื้อนด้วยฝุ่นละออง สารพิษและกรดจากโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนยาปราบศัตรูพืชและยาฆ่าแมลงจากการทำเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อม การต้มและการกรอง ไม่อาจกำจัดสารเคมีบางชนิดและเชื้อไวรัสได้



น้ำประปา


น้ำประปามักใช้คลอรีนซึ่งเป็นสารเคมีราคาถูกเพื่อฆ่าเชื้อโรคเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ใช้ง่าย ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้ แต่คลอรีนเป็นพิษในระยะยาว อีกทั้งไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสและไข่พยาธิได้ ปีพ.ศ. 2524 นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้รายงานผลการศึกษาว่า ประชาชนที่ดื่มน้ำเติมคลอรีนมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะสูงกว่าผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งปราศจากคลอรีน


นอกจากคลอรีนแล้ว น้ำประปายังมีอะลูมินั่มซัลเฟตหรือสารส้มซึ่งเป็นสารที่ใช้ทำให้น้ำใสขึ้น และใช้กำจัดแบคทีเรียด้วยการทำให้ตกตะกอน แม้สารส้มจะถูกกรองออกด้วยทรายละเอียดในขั้นตอนของการทำน้ำประปา แต่ทรายละเอียดไม่สามารถที่จะกรองสารที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอนได้ จึงไม่อาจกรองสารส้มให้หมดไปได้ นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียรายงานว่า สารส้มที่ใช้ในระบบประปาจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและไปสะสมในสมองและก่อให้เกิดโรคความจำเสื่อม (Alzhiemer’s)



น้ำบาดาล


น้ำใต้ดิน หรือ น้ำบาดาล  เกิดจากการไหลซึมผ่านชั้นดินชั้นทรายของน้ำผิวดิน ลงไปกักเก็บในช่องโพรงชั้นหิน  ที่มีรูพรุน ใช้เวลานับสิบนับร้อยปี หรือนับพันปี ระดับลึกตั้งแต่ 10 เมตร ถึงหลายร้อยเมตร   คุณภาพของน้ำบาดาลจึงขึ้นอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไหลผ่าน ภาพแวดล้อมและชนิดของชั้นหินที่มันไหลผ่านไปสู่แหล่งที่มันรวมตัวกัน โอกาสที่น้ำบาดาลจะสะสมยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง สารเคมีจาก รง.อุตสาหกรรม ตลอดจนจุลินทรีย์ทุกชนิดที่ก่อให้เกิดโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง-อีโคไลจากมูลสัตว์และมนุษย์จึงเป็นไปได้สูงมาก 



น้ำบรรจุขวด


ในระบบการผลิตน้ำดื่ม จากแหล่งที่กล่าวมาทั้ง 3 แหล่ง มักเป็นระบบที่แยกตะกอนออกจากน้ำ ทำน้ำขุ่นให้เป็นน้ำใส ทำน้ำกระด้างให้เป็นน้ำอ่อน ดูดสีดูดกลิ่นออกจากน้ำและฆ่าเชื้อโรคในน้ำ และทุกขั้นตอนของการผลิตน้ำดื่มดังกล่าวยังคงแฝงด้วยภัยเงียบจากสารตกค้างจากความพยายามที่จะกำจัดเชื้อโรคที่มาในน้ำของแหล่งกำเนิด

เช่น สารคลอรีน สารส้ม ไอโอไดน์


ความพยายามของผู้ผลิตอื่นๆที่ผลิตเครื่องกรองชนิดต่างๆที่กรองน้ำประปาและปรับสภาพให้กลายเป็นน้ำด่างก็ดี น้ำแร่ก็ดี ยังผลให้ได้น้ำดื่มสังเคราะห์ ไม่เป็นธรรมชาติ และขาดความเสถียร จึงมักระบุให้ผู้บริโภคดื่มน้ำสังเคราะห์นั้นๆภายในเวลาไม่เกิน 2 ชม. และยังไม่มีการวิจัยที่บ่งบอกได้ว่า น้ำสังเคราะห์เหล่านั้น เปลี่ยนแปลงสภาพของมันอย่างไรเมื่อเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ?

 

1.75%

Sign In

______


My Account

   
 

ของขวัญล้ำค่าจากธรรมชาติ

จากแหล่งกำเนิดเหนือชั้น-ที่คุณไว้ใจได้


น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า®



เชิญ

นัดเยี่ยมชม รง.
พิสูจน์คุณภาพ



เรายินดีต้อนรับคุณเสมอ

ด้วยความปรารถนาดี



จาก ทีม ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และ ผู้ให้บริการ


น้ำแร่ธรรมชาติ


 



        หน้าหลัก             เกี่ยวกับเรา        ผลิตภัณฑ์-ตามสั่ง        สร้างแบรนด์ของคุณ        ติดต่อเรา                   

                               


NARINA NATURAL MINERAL WATER FACT


เรื่องจริงของน้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า



น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® ได้มาตรฐานน้ำแร่โลก

CODEX Standard by

World Health Organization (WHO)

ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษได้แก่ :


  1. น้ำดิบ ณ แหล่งกำเนิดของ น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® ปราศจากจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคและไม่ก่อให้เกิดโรคทุกชนิด ก่อนที่จะนำมาดำเนินการใดๆทั้งสิ้น




องค์การอนามัยโลกระบุให้น้ำแร่ชนิด Light Mineral Water มีค่าปริมาณสารละลายระหว่าง 250-500 มก/ลิตร

ซึ่งมีแร่ธาตุเบาบาง ดื่มได้ทุกวัน ดีต่อสุขภาพ

หากต่ำกว่า 250 มก/ลิตร ไม่ถึอว่าเป็นน้ำแร่

หากสูงกว่า 500 มก/ลิตร เป็นน้ำแร่ที่มีแร่ธาตุสูง ไม่ควรดื่มเป็นประจำทุกวัน และไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยบางโรค


น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า®

มีปริมาณสารละลายทั้งหมด 479 มก./ลิตร




มีไบคาร์โบเนตสูง มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ กำจัดสารพิษ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน


น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® มีโซเดียมไบคาร์โบเนต 392 มก/ลิตร

ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันตามมาตรฐาน USFDA 1,000 มก/ลิตร




ต้านอนุมูลอิสระ และต่อต้านเชื้อไวรัส

แร่ธาตุ 3 ชนิดที่ร่วมกันทำหน้าที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต้านอนุุมูลอิสระ และต่อสู้เชื้อไวรัส ได้แก่ - โซเดียมไบคาร์บอเนต + แมกนีเซียมคลอไรด์ + ไอโอไดน์


น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® มีโซเดียมไบคาร์โบเนต 392 มก/ลิตร

ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันตามมาตรฐาน USFDA 1,000 มก/ลิตร


น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® มีไอโอไดน์ 0.3284 มก/ลิตร

 ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันตามมาตรฐาน USFDA 2.000 มก/ลิตร



  1. น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® มีแมกนีเซียมคลอไรด์ 36.3 มก/ลิต

   ปริมาณที่ควรได้รับต่อวันตามมาตรฐาน USFDA 100 มก/ลิตร




มีสารซิลิก้าสูง

ซิลิก้าช่วยทำให้ร่างกายสามารถใช้แคลเซี่ยมได้ เสริมสร้างกระดูก ผวหนัง ผม และเล็บให้มีสุขภาพดี แข็งแรง


  1. น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® มีสารซิลิก้า 17.77 มก./ลิตร   ซึ่งสูงกว่าน้ำแร่นำเข้าชั้นนำจากต่างประเทศ




มีค่าเป็นด่างอ่อนๆ

ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์จะมีค่าของเลือดเป็นด่างอ่อนๆ pH 7.30 แต่ร่างกายที่ป่วย จะมีค่าความเป็นกรดในกระแสเลือด (pH<7.0) ค่าความเป็นด่างในน้ำดื่มช่วยปรับสมดุลย์ในเลือด และทำให้เลือดมีออกซิเจนพื่มขึ้น ทำให้ร่างกายมีพลังงานและการสันดาปสูงขึ้น ต้านอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น


การดื่มน้ำที่มีค่าเป็นด่างสูงเกินกว่า pH 8.15 จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกรดขึ้นมาต่อต้าน ยังผลให้สุขภาพและอาการเจ็บป่วยแย่ลงยิ่งกว่าเดิม


  1. น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® มีค่าความเป็นด่าง pH 7.19-7.38




มีแคลเซี่ยมสูง

แคลเซียมที่เป็นอาหารเสริมตามท้องตลาดมักทำมาจาก แคลเซี่ยมคาร์บอเนต ซึ่งทำมาจากปะการัง เปลือกไข่ กระดูก มีราคาถูก หากแต่ขนาดของโมเลกุลแคลเซี่ยมชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่ ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ หรือดูดซึมได้เพียง 30% เท่านั้น และร่างกายจำเป็นต้องอาศัยแร่ธาตุแมกนีเซียมและไวตามิน C เป็นตัวช่วยให้ดูดซึมแคลเซี่ยมและนำไปใช้งานได้


  1. น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® มีแคลเซียมสูงถึง 367.61มก./ลิตร และยังมีแร่ธาตุแมกนีเซียมอีกด้วย




มีฟลูออไรด์ต่ำ

น้ำที่มีปริมาณฟลูออไรด์มากเกินไป จะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมากกว่าที่เป็นผลดีในการป้องกันฟันผุ องค์การอนามัยโลกได้จำกัดปริมาณของฟลูออไรด์ในน้ำดื่มไว้ที่กว่า 2.0 มก./ลิตร เพื่อให้ปลอดภัยต่อเด็กอายุต้ำกว่า 2 ขวบลงไปจนถึงแรกเกิด


  1. น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® มีฟลูออไรด์ 0.23มก./ลิตร.

   ปริมาณฟลูออไรด์ที่องค์การอนามัยโลกจำกัด 2.0 มก/ลิตร


มีโซเดียมต่ำ

ปริมาณโซเดียมที่สูงเกินไปในกระแสเลือดจะยังผลให้ร่างกายขาดสมดุลย์ ลดความสามารถในการทำงานของไตที่จะกำจัดน้ำเสียออกจากร่างกาย ยังผลให้เกิดความดันโลหิตสูงเพราะของเหลวที่มีมากเกินไปในหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่ปัญหาโรคไต



  1. น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® มีโซเดียม 9.45 มก./ลิตร

   ปริมาณที่ไม่ควรเกินต่อวันตามมาตรฐาน USFDA 180 มก/ลิตร




มีแมกนีเซียมต่ำ

แมกนีเซียมอาจก่อให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียร ท้องร่วง และก่อให้เกิดผลข้างเคียงอื่นๆ หากร่างกายรับเข้าไปในปริมาณมาก จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันต่ำ มึนงง หายใจช้า และอาจโคม่าจนถึงขึ้นเสียชีวิต



  1. น้ำแร่ธรรมชาติ นารีน่า® มีแมกนีเซียม 0.40 มก./ลิตร

   ปริมาณที่ไม่ควรเกินต่อวันตามมาตรฐาน USFDA 125 มก/ลิตร





 

จากผลการศึกษาสิ่งปนเปื้อนในน้ำดื่มทั่วประเทศของกรมอนามัย พบว่า น้ำดื่มเป็นส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพน้ำบริโภค มีสิ่งเจือปนในน้ำดื่ม แบ่งออกเป็น  3  กลุ่ม คือ เชื้อจุลินทรีย์ โลหะหนัก และสารเคมี  เชื้อจุลินทรีย์ที่ ปนเปื้อนในน้ำดื่ม ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต มีอันตรายต่อสุขภาพมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับชนิด จำนวน ความรุนแรงของเชื้อโรค และความไวต่อเชื้อโรคของผู้ดื่มน้ำ โดยเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ป่วยเป็นโรคอุจจาระร่วง บิด และไทฟอยด์ เชื้อไวรัส ทำให้ป่วยเป็นโรคตับอักเสบชนิด เอ และ บี พยาธิ ที่ติดต่อสู่คน ได้แก่ พยาธิใบไม้เลือด พยาธิตัวตืด พยาธิตัวกลม  โลหะหนัก และสารพิษ ได้แก่ โครเมียม แคดเมียม ตะกั่ว ปรอท และสารหนู ที่พบในน้ำดื่มมากและถือว่าเป็นปัญหา คือ แคดเมียม  ตะกั่ว ปรอทและสารหนู อันตรายของแคดเมียม  เป็นสารพิษที่อันตรายสูงต่อสุขภาพ  เมื่อ เข้าสู่ร่างกายเพียงเล็กน้อยจะมีผลต่อระบบไต ความดันโลหิต หัวใจวาย เป็นแผลเรื้อรังในปอด ถุงลมโป่งพองและทำให้กระดูกเปราะ แตก มีรูปร่างผิดปกติ ตะกั่ว มีโทษอย่างแรงเมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทารก เด็ก และหญิงมีครรภ์ อวัยวะที่ตะกั่วทำอันตรายได้มาก คือ สมอง ตับ กระดูก ตับอ่อน หัวใจ และระบบประสาท ปรอท เป็นสารที่มีพิษสูง โดยจะไปสะสมตามอวัยวะต่าง ๆ หากไปสะสมที่อวัยวะใดก็จะทำให้อวัยวะนั้นพิการที่พบบ่อยที่สุด คือสมอง ไขสันหลัง และระบบประสาท  สารหนู  พิษของสารหนูส่งผลกระทบทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง  กรณีเฉียบพลันจะมีผลต่อระบบหัวใจ  โลหิต  ปัสสาวะ  ทางเดินอาหารและประสาท ส่วนผลเรื้อรังทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง